Le nozze di Figaro
อลหม่านวันวิวาห์ฟิกาโร
เนื้อเรื่องโดยสังเขป
องก์ที่หนึ่ง
ณ ประเทศสเปน ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในห้องพักของข้ารับใช้แห่งคฤหาสน์อัลมาวีวา ใกล้กับเมืองเซวิลล์ ฟิกาโร ช่างตัดผมประจำเมืองและในบางคราวก็เป็นช่างสารพัดประโยชน์ ประจำคฤหาสน์อัลมาวีวา กำลังวัดขนาดห้องที่เขาและซูซานนาคู่หมั้นของเขาจะใช้เป็นเรือนหอ หลังวิวาห์อยู่ ซูซานนา ซึ่งเป็นหญิงรับใช้ในคฤหาสน์นั้น ไม่ชอบตำแหน่งของห้องเลย ด้วยเหตุว่า ห้องนี้อยู่ใกล้กับห้องของท่านเคานท์และท่านเคานท์เตสมากเกินไป และท่านเคานท์ก็ได้เข้ามาเกี้ยว พานเธอแล้วด้วย เธอเล่าให้ฟิกาโร่ฟังว่าท่านเคานท์ซึ่งในตอนนี้ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายกับการพรอดรัก กับหญิงอื่นนอกคฤหาสน์แล้ว กำลังวางแผนที่จะใช้อำนาจของเจ้านายแต่เก่าก่อน (droit du seigneur) ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเจ้านายที่จะชิงตำแหน่งเจ้าบ่าวในคืนแต่งงานของข้าในอาณัติไปเป็นของ ตนได้ จากนั้นระฆังก็ลั่นขึ้น ซูซานนาจึงต้องขานรับคำสั่งเรียกของท่านเคานท์เตส แล้วปล่อยให้ฟิ กาโรเผยความรู้สึกออกมาอย่างโกรธเคืองว่าถ้าหากท่านเคานท์ประสงค์ที่จะนำพวกเขาออกลีลาศ ในงานเต้นรำสักงานหนึ่งแล้วล่ะก็ เขาก็จะสอนลีลาให้ท่านสักสองสามกระบวนอย่างยินดีเลย ทีเดียวเชียว (Se vuol ballare) จากนั้นฟิกาโรก็ออกไปจากห้องในขณะที่บาร์โตโลและมาร์เชลลีนา แสนเจ้าเล่ห์มาถึงคฤหาสน์พอดี บาร์โทโลพร่ำบ่นว่ามาร์เชลลีนามอบหมายให้เขาเป็นทนายของ นางเพียงแค่ในวันวิวาห์ของฟิกาโรเท่านั้น ซึ่งมาร์เชลลีนานี้ก็หมายจะขัดขวางมิให้มีการแต่งงานนี้ เกิดขึ้น แท้จริงแล้วนางต้องการร่วมหอลงโรงกับฟิกาโรซะเอง โดยการแต่งงานเป็นสิ่งที่ฟิกาโร สัญญาไว้กับมาร์เชลลีนาเมื่อตอนที่เขามาขอยืมเงินจากนาง อีกด้านหนึ่ง เมื่อถึงคราวของตนบ้าง บาร์โตโลก็ต้องการที่จะแก้เผ็ดฟิกาโรด้วย เนื่องจากว่าฟิกาโรนั้นขัดขวางมิให้เขาได้แต่งงานกับโรซี นา หญิงในความปกครองของเขา ผู้ที่กลายเป็นเจ้าสาวของท่านเคานท์ในเวลาต่อมา บาร์โตโล ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะกับมาร์เชลลีนาว่าเขาจะหาทางยับยั้งงานวิวาห์นี้ให้จงได้ แล้วเขาก็กระหยิ่ม ในความคิดในการแก้แค้นนั้น (La vendetta) เมื่อเขาปลีกตัวออกไป มาร์เชลลีนาก็รุดเข้าหาซูซาน นาในทันที ซึ่งนางก็โต้คารมดูถูกดูหมิ่นกันไปมากับซูซานนาโดยใช้คำพูดเหน็บแนมและการกล่าว ยกยอจนเกินงาม (Via resti servita) จากนั้นมาร์เชลลีนาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟให้คู่ปรับสาวแล้ว พลันจากไป ทิ้งให้ซูซานนาต้อนรับขับสู้กับเจ้าหนุ่มเครูบิโนผู้เร่าร้อนซึ่งเขาเป็นเด็กหนุ่มวัยขบเผาะ ที่เรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเขานั้นเริ่มที่จะทำให้เขาตกที่นั่งลำบากเข้าให้แล้ว เขาตกหลุมรักท่าน เคานท์เตสผู้ที่เขาตระหนักดีว่ามิอาจเอื้อมได้ และอีกอย่างตัวเขาเองก็ถูกท่านเคานท์จับได้ว่าอยู่กับ บาบารินาลูกสาวคนสวนกันสองต่อสองด้วย ซึ่งท่านหมายมั่นจะใช้กรณีนี้เป็นข้ออ้างเพื่อขับไล่ไส ส่งเจ้าหนุ่มออกไปจากคฤหาสน์ เครูบิโนนำริบบิ้นของท่านเคานท์เตสแถบหนึ่งมาคืนไว้ให้กับซู ซานนา แล้วเขาก็ขับลำนำเพลงรักบทล่าสุดซึ่งมีเนื้อหายกย่องความรักอันเป็นสากล (Non so piu) ขณะที่เครูบิโนกำลังจะออกจากห้องไปนั้น เขาก็เห็นท่านเคานท์เดินตรงใกล้เข้ามา ดังนั้นเขาจึงหลบ ซ่อนตัวอยู่หลังเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง แล้วท่านเคานท์ก็เข้ามาหาซูซานนา และนัดแนะเธอให้ไปพบกับ ท่านที่อุทยานในคืนนั้น เมื่อท่านได้ยินเสียงบาสิลิโอซึ่งเป็นอาจารย์สอนดนตรี กำลังใกล้เข้ามา ท่านก็พยายามที่จะเร้นกายจากชายชราปากอัปมงคลนั่น ขณะที่ท่านเข้าไปยังหลังเก้าอี้นวมตัวนั้นที่ เป็นที่ซ่อนตัวของเครูบิโน ซูซานนาก็ช่วยกันเจ้าหนุ่มให้หลบไปยังบนเบาะนั่งของเก้าอี้ได้สำเร็จ อย่างหวุดหวิด แล้วเธอก็เอาผ้าคลุมตัวเครูบิโนไว้ จากนั้นบาสิลิโอก็เข้ามาในห้องและพูดเปรย ๆ กับเธอว่าซูซานนา น่าจะยินดีที่ได้รับความสนใจจากคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์เช่นท่านเคานท์ มากกว่าเจ้าเครูบิโนหนุ่มน้อยต้อยต่ำนั่นที่เอาแต่ไล่ตามจีบผู้หญิงไปทั่ว เมื่อท่านเคานท์ได้ยินว่าเครู บิโนชม้ายชายตาให้แม้กระทั่งท่านเคานท์เตสด้วย ท่านจึงเผยตัวออกมาจากที่ซ่อนอย่างฉุนเฉียว และ ณ เวลานี้ท่านมิต้องการเพียงแค่กำจัดเครูบิโนให้พ้นทางเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว ดังนั้นท่านจึงมี คำสั่งให้บาสิลิโอที่ยิ้มเยาะอย่างครึ้มใจอยู่นั้นให้ไปนำตัวเครูบิโนมาให้ได้ (trio: Cosa sento?) ใน ระหว่างที่ท่านเคานท์แสดงให้เห็นว่าท่านพบเจ้าหนุ่มเข้าโดยบังเอิญตอนเมื่อวานซืนที่กระท่อมของ คนสวนได้อย่างไร ท่านก็ดึงผ้าคลุมออกจากเก้าอี้ แล้วก็เจอตัวเครูบิโนอีก ขณะที่ท่านพยายามจับ ต้นชนปลายว่าเกิดอะไรกันขึ้นนั้น ฟิกาโรก็นำกลุ่มขับร้องประสานเสียงชาวไร่ชาวนากลุ่มหนึ่งเข้า มา ซึ่งพวกเขาเข้ามาโปรยดอกไม้ต่อหน้าท่านในระหว่างที่ร้องเพลงสรรเสริญท่านไปด้วย (Giovani liete) ฟิกาโรกล่าวแจ้งต่อท่านเคานท์อย่างแทงใจดำว่าทุกคนล้วนชื่นชมยินดีในความคืบหน้าของ ท่านในการล้มเลิก "อำนาจเจ้า" เมื่อท่านตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์กับท่านเคานท์เตส ท่านเคานท์ สาบานว่าจะลวงอ้ายบ่าวบรรดาศักดิ์นี้ให้ได้ แล้วท่านก็แสร้งทำเป็นอภัยให้เครูบิโนโดยหยิบยื่น ตำแหน่งหน้าที่ในกองทหารส่วนตัวของท่านให้ ซึ่งหมายความว่าเครูบิโนต้องออกไปยังเมืองเซวิลล์ ในทันที ฟิกาโรเองก็ดีใจเช่นกันที่คนที่มาติดพันซูซานนาจากไปอีกรายหนึ่ง เขาจึงคุยเย้าให้เครูบิ โนฟังเกี่ยวกับชีวิตของชายชาติทหารซึ่งจะทำให้เขาหมดหนทางที่จะไปเที่ยวไล่จีบผู้หญิงได้อีก (Non piu andrei)
องก์ที่ 2
ท่านเคานท์เตสผู้อยู่โดยลำพังในห้องของท่าน กำลังวิงวอนร้องขอต่อความรักให้นำพาสามีคน เดิมของท่านกลับมา (Porgi, amor) จากนั้นซูซานนาก็เข้ามาพูดยืนยันว่าท่านเคานท์ได้เข้ามาเกี้ยว เธอแล้วจริง ๆ แม้ว่าท่านยังคงหึงหวงภรรยาของท่านที่มีเจ้าเครูบิโนเข้ามาติดพันอยู่ แล้วฟิกาโรก็ เข้ามาส่งข่าวว่านายท่านกำลังใช้กลอุบายวางแผนร่วมมือกับมาร์เชลลีนาเพื่อขัดขวางการแต่งงานถ้า หากว่าท่านไม่สามารถรวบหัวรวบหางซูซานนาได้ และเพื่อที่จะทำให้ท่านเคานท์ตกที่นั่งลำบาก แล้ว ฟิกาโรเสนอแผนว่าให้ส่งข้อความซึ่งบอกเป็นนัยว่าท่านเคานท์เตสเองนั้นก็มีชายชู้ผู้ที่ท่าน ต้องการพบที่อุทยานในคืนนั้น เครูบิโนจะปลอมตัวเป็นซูซานนาแล้วเข้าไปพบกับท่านเคานท์ผู้ กระหายที่จะแก้แค้นในเรื่องการนอกใจของท่านเคานท์เตสที่สมมติขึ้น ดังนั้นท่านเคานท์ก็จะเชื่อ ว่าตัวท่านเองจะได้ซูซานนามาและจะได้ไม่ต้องขัดขวางงานวิวาห์นั้นอีก เมื่อฟิกาโรกลับออกไป เค รูบิโนก็เข้ามากล่าวคำอำลากับท่านเคานท์เตสและขับร้องลำนำรักมิสมหวังของเขาให้ท่านฟัง (Voi che sapete) เมื่อเครูบิโนรู้อุบายของฟิกาโรแล้ว เขาก็ตระเตรียมการปลอมตัวเป็นซูซานนา ซึ่งใน ขณะนั้นซูซานนาลั่นกลอนประตูไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย แล้วเธอก็จัดการแต่งผมของเขาเพื่อ ที่ว่าผมเขานั้นจะไม่เล็ดลอดออกมาให้เห็นจากข้างใต้หมวกคลุมผมได้ (Venite, inginocchiatevi) ทันใดนั้นพวกเธอและเขาก็ได้ยินเสียงท่านเคานท์มาจากด้านนอกซึ่งท่านโมโหเพราะว่าประตูห้อง นั้นถูกลั่นกลอนไว้ เครูบิโนจึงรีบรุดเข้าไปในอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน แต่ด้วยความรีบเร่งจึงทำให้ เขาชนเข้ากับโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ด้านใน ทำให้ท่านเคานท์ได้ยินเสียงในขณะที่ท่านเคานท์เตสเปิด ประตูให้ท่านเข้ามา เนื่องด้วยว่าท่านเคานท์รู้สึกขุ่นเคืองใจในจดหมายกำมะลอของฟิกาโร ท่านจึง สงสัยว่าจะต้องมีชายชู้ของท่านเคานท์เตสซ่อนตัวอยู่ในอีกห้องหนึ่งแน่ ๆ แต่ท่านเคานท์เตสบอก กับท่านว่าเป็นซูซานนา ซึ่งยังออกมาไม่ได้เพราะเธอกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่ แล้วท่านเคานท์ก็ยื่นคำ ขาดกับท่านเคานท์เตสว่าท่านต้องออกไปกับท่านขณะที่ท่านนำเครื่องมือมาพังประตูห้องเคียงให้ เปิดออก หลังจากนั้นซูซานนาผู้ที่ท่านเคานท์มิได้เห็นตัวเธอ ได้ยินเหตุการณ์นี้โดยบังเอิญ เธอจึง เรียกเครูบิโนออกมาให้คลายกลอนห้องออกเพื่อที่จะให้เธอเข้าไปแทนได้ แล้วเครูบิโนก็เลย กระโดดออกไปผ่านทางหน้าต่างแค่เพียงไม่กี่อึดใจก่อนที่ท่านเคานท์และท่านเคานท์เตสกลับเข้ามา อีกครั้ง เมื่อท่านเคานท์เริ่มออกแรงพังประตูนั้น ท่านเคานท์เตสก็สารภาพว่าเครูบิโนอยู่ในห้องนั้น นั่นเอง แต่ท่านก็ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เป็นอันตรายใด ๆ เลย ท่านเคานท์ก็สบถ ออกมาว่าเจ้าเครูบิโนจะต้องจบสิ้นชีวิตไปให้ได้ แต่ท่านทั้งสองก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นซูซานนาก้าว ออกมาจากห้อง ในตอนนี้ท่านเคานท์พยายามที่จะขอขมากับท่านเคานท์เตสในสิ่งที่ท่านทำลงไป แต่ท่านเคานท์เตสก็ต่อว่าท่านว่าท่านนั้นเอาใจออกห่างท่าน แล้วท่านเคานท์เตสและซูซานนาก็ ยอมรับว่าจดหมายของฟิกาโรนั้นเป็นแค่กลลวงเท่านั้น จากนั้นฟิกาโรก็เข้ามาบอกว่างานเลี้ยงฉลอง วิวาห์นั้นพร้อมที่จะเริ่มขึ้นแล้ว และเมื่อเขาต้องประจันหน้ากับจดหมายฉบับนั้น ในตอนแรกเขาก็ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ต่อมาเขาก็รู้ว่าซูซานนาและท่านเคานท์เตสได้เผยความลับออกไปหมดแล้ว ในช่วงเวลานี้เอง อันโตนีโอคนสวนพรวดพราดเข้ามาในห้องเพื่อฟ้องว่ามีใครสักคนหนึ่งกระโดด เข้าไปที่แปลงเพาะดอกไม้ของเขาลงมาจากทางหน้าต่างนั่น ท่านเคานท์ก็สงสัยว่าจะต้องเป็นเจ้าเครู บิโนอย่างแน่นอนเลยทีเดียว แต่ฟิกาโรบอกว่าเป็นตัวเขาเองนี่แหละซึ่งเขาก็เองประหลาดใจอยู่ด้วย ในช่วงที่เขากำลังเข้าไปในห้องของซูซานนา แล้วฟิกาโรก็แสร้งทำเป็นบาดเจ็บและเริ่มเดินขากระ เผลก ๆ ในท้ายที่สุด มาร์เชลลีนาก็เข้ามาพร้อมกับบาร์โตโลเพื่อฟ้องร้องสิทธิ์ของนางต่อฟิกาโร ท่านเคานท์ที่กำลังงงงวยอยู่ในตอนนี้เห็นโอกาสเหมาะที่จะกลับมาใช้อำนาจอีกครั้งและประกาศว่า ท่านจะตัดสินเรื่องนี้ให้เอง
องก์ที่สาม
ในห้องโถงใหญ่ซึ่งประดับตกแต่งเตรียมไว้สำหรับงานวิวาห์นั้น ท่านเคานท์ที่เดินทอดน่องอยู่ ตามลำพัง กำลังงุนงงสับสนกับเหตุการณ์ประหลาด ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซูซานนากับท่านเคานท์ เตสก็เข้ามาโดยมิให้เป็นที่สังเกตอยู่ห่าง ๆ แล้วท่านเคานท์เตสก็บอกให้หญิงรับใช้ของท่านไปนัด พบกับท่านเคานท์ในคืนนั้น จากนั้นซูซานนาก็เดินตรงเข้ามาหาท่านเคานท์และเมื่อท่านกล่าวย้ำให้ เธอฟังว่าฟิกาโรอาจยังคงต้องแต่งงานกับมาร์เชลลีนาอยู่ก็เป็นได้ เธอก็บอกท่านว่าเธอจะชดใช้เงิน ทั้งหมดให้นางด้วยสินสอดที่ท่านเคานท์สัญญาว่าจะให้เธอ ท่านตอบมาว่าสัญญาของท่านนั้น ขึ้นอยู่กับการสนองของเธอต่อความสิเน่หาของท่าน เธอก็เลยเออออห่อหมกไปกับคำเชื้อเชิญที่จะ พบกับท่านในยามราตรีอีกครั้ง (Crudel! Perche finora) แต่ท่านเคานท์ก็รู้สึกดีใจอยู่ได้ไม่นานนัก แล้วท่านก็ต้องบันดาลโทสะขึ้นอีกเมื่อท่านได้ยินซูซานนาบอกอย่างมั่นใจกับฟิกาโรที่เพิ่งกลับเข้า มาว่า "พวกเราชนะเรื่องนี้แล้ว" ไม่นานนักเมื่อพวกข้ารับใช้กลับออกไป ท่านเคานท์ประกาศกร้าว ว่าท่านจะทำทุกวิถีทางเพื่อเผด็จศึกซูซานนาให้จงได้ (Vedro, mentr'io sospiro) ต่อมา คูร์ซิโอ ทนายคนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับฟิกาโร บาร์โตโล และ มาร์เชลลีนาเพื่อแถลงคำตัดสินของเขาซึ่งก็คือ ว่าฟิกาโรต้องชดใช้เงินที่กู้ยืมมาจากมาร์เชลลีนาให้หมดหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องแต่งงานกับนาง แต่ฟิกาโรท้วงติงว่าเขาเป็นผู้กำพร้าที่มีชาติกำเนิดสูงส่งและไม่สามารถแต่งงานได้ถ้าปราศจาก หนังสือยินยอมจากบิดามารดา แต่แล้วรอยสักบนแขนของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือ ราฟาเอลโล บุตรนอกสมรสที่พลัดพรากจากกันไปแสนนานของมาร์เชลลีนาและบาร์โตโลนั่นเอง เมื่อซูซานนา เข้ามาพร้อมกับเงินที่จะจ่ายใช้หนี้ให้ฟิกาโร เธอก็ตกใจที่เห็นคู่หมั้นของเธอกำลังโอบกอดมาร์เชลลี นาอยู่ แต่ทั้งบาร์โทโลและมาร์เชลลีนาก็อวยพรให้กับงานวิวาห์ของทั้งคู่และขอให้ท่านเคานท์จัด งานวิวาห์คู่พร้อมกันเพื่อจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องเหมาะสม ท่านเคานท์ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ ปราชัยและท่านก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปด้วย แต่ความปิติสุขของคนอื่น ๆ นั้นมีมากอย่างล้นเหลือ เมื่อทุกคนออกไปกันหมดแล้ว บาบารินาบุตรสาวคนสวนก็แอบพาเครูบิโนกลับเข้ามาในคฤหาสน์ และบอกว่าเธอจะช่วยเขาแต่งตัวให้เหมือนกับเด็กหญิงเลย จากนั้นท่านเคานท์เตสก็เข้ามาเพียง ลำพังซึ่งท่านไม่ได้ยินข่าวใด ๆ เกี่ยวกับควาบคืบหน้าของแผนการจากซูซานนาเลย ท่านรู้สึกสงสัย ว่าความไว้เนื้อเชื่อใจและความรักอันลึกซึ้งที่ท่านมีให้ต่อท่านเคานท์ซึ่งครั้งหนึ่งท่านรู้สึกร่วมกับ สามีของท่านนั้นเป็นเช่นใดกัน (Dove sono) จากนั้นท่านก็กลับออกไป แล้วอันโตนีโอคนสวน (ซึ่ง เป็นลุงของซูซานนาด้วย) เข้ามาพร้อมกับท่านเคานท์และเล่าให้ท่านฟังว่าเครูบิโนกำลังปลอมตัว เป็นเด็กหญิงอยู่ในกระท่อมของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าตรวจสอบ ทางด้านท่านเคานท์เตสก็ กลับมาพบกับซูซานนาอีก ท่านสั่งให้ซูซานนาแต่งจดหมายฉบับหนึ่งจากคำพูดของท่านเพื่อส่งให้ ท่านเคานท์เพื่อยืนยันการนัดพบกันของซูซานนาและท่านเคานท์ (Che soave zefiretto) เมื่อเครูบิโน ปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำกลุ่มขับร้องประสานเสียงหญิงสาวชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมามอบช่อ ดอกไม้แด่ท่านเคานท์เตส บาบารินาแนะนำเครูบิโนว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอซึ่งเดินทางมาจาก เมืองเซวิลล์เพื่อร่วมงานวิวาห์ด้วย แต่ทั้งท่านเคานท์เตสและซูซานนาก็สงสัยว่าเด็กหญิงคนนี้ใช่เครู บิโน่หรือไม่ แล้วความสงสัยนั้นก็กระจ่างชัดด้วยฝีมือของอันโตนีโอซึ่งเขานั้นดึงวิกผมของเจ้าหนุ่ม ออก แล้วท่านเคานท์ก็เข้ามาขู่เครูบิโนด้วยการลงทัณฑ์ แต่บาบารินาหักหน้าท่านเคานท์โดยการ ทวงสัญญาที่ท่านเคยให้ไว้กับเธอว่าทุก ๆ ครั้งที่ท่านจุมพิตเธอ ท่านจะให้ทุกสิ่งที่เธอปรารถนา ซึ่ง ในตอนนี้เธอก็ปรารถนาที่จะแต่งงานกับเครูบิโน เมื่อทั้งท่านเคานท์เตสและอันโตนีโอมองท่าน เคานท์ด้วยสายตาอันเย็นชา ท่านจึงสงสัยว่าเหตุใดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้ท่านเป็นฝ่าย เสียเปรียบอยู่เรื่อย จากนั้นฟิกาโรก็วิ่งเข้ามา ทำให้ท่านเคานท์ถามไถ่เกี่ยวกับอาการข้อเท้าแพลง ของเขา ฟิกาโรบอกว่าอาการของเขาดีขึ้นแล้ว จากนั้นเขาก็เชิญชวนให้ทุกคนเข้าร่วมงานลีลาศได้ แล้ว แต่อันโตนีโอกับท่านเคานท์ก็ยังมีคำถามที่สงสัยอยู่มากที่จะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเครูบิโน ไปอยู่ที่ไหนในช่วงที่เกิดเรื่องตอนที่เขากระโดดออกจากทางหน้าต่าง ซึ่งคำสารภาพของเครูบิโน นั่นเองที่เผยให้รู้ว่าฟิกาโรนั้นเองที่เป็นคนโกหก เมื่อฟิกาโรได้ยินเสียงเพลงมาร์ชมงคลสมรส เขาก็ ปลีกตัวออกไปก่อนโดยกล่าวว่างานเลี้ยงฉลองได้เริ่มขึ้นแล้ว ท่านเคานท์เตสชักชวนให้ท่านเคานท์ นั่งบนบัลลังก์เคียงข้างท่าน ซึ่งท่านทั้งสองต้อนรับคู่สมรสทั้งสองคู่จากบนนั้น แล้วหญิงสาว ชาวบ้านสองนางก็ต้องทำให้ท่านเคานท์ปวดแสบปวดร้อนขึ้นไปอีกด้วยการขับร้องเพลงสรรเสริญ ท่านในการล้มเลิก "อำนาจเจ้าขุนมูลนาย" หลังจากนั้นซูซานนาก็แอบนำจดหมายให้กับท่านซึ่งเธอ ผนึกจดหมายนั้นไว้ด้วยปิ่นปักผมของเธอ เมื่อท่านเริ่มเปิดจดหมายออก ท่านก็ถูกเข็มทิ่มเข้าที่นิ้ว มือโดยบังเอิญแล้วก็ทำเข็มหล่นไป แล้วฟิกาโรก็เก็บมันขึ้นมาในขณะที่ท่านเคานท์เชิญทุกคนเข้า ไปในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสคู่นั้น
องก์ที่สี่ (องก์สุดท้าย)
ในเวลาต่อมา ณ ห้องโถงใหญ่เดียวกันนั้น บาบารินาซึ่งเธอได้รับคำสั่งจากท่านเคานท์ให้มาเก็บ ปิ่นปักผมของซูซานนา ณ ตอนนี้เธอก็ยังหาปิ่นปักผมชิ้นนั้นไม่พบเลย (L'ho perduta) จากนั้นฟิกา โรก็เข้ามาและรู้ถึงความหมายโดยนัยของปิ่นปักผมนั้นว่าท่านเคานท์ต้องการให้มีคนนำปิ่นปักผมนี้ ไปคืนกับซูซานนาเพื่อเป็นสัญญาณว่าท่านจะรอเธออยู่ในอุทยาน เขาปิดบังความโกรธเคืองในการ หลอกลวงอย่างเปิดเผยของซูซานนาไว้ จากนั้นเขาก็นำปิ่นปักผมออกมาจากสาบเสื้อแล้วแสร้งทำ เป็นว่าหาปิ่นปักผมที่ตกอยู่บนพื้นพบแล้ว และให้ปิ่นปักผมนั้นแก่บาบารินาซึ่งเธอก็รีบวิ่งออกไป ในทันที จากนั้นฟิกาโรก็กลับมาหามารดาของเขาเพื่อขอคำปลอบประโลมใจ ซึ่งนางรู้สึกว่าจะต้อง มีคำอธิบายบางอย่างที่แก้ต่างให้ซูซานนาได้ นางปลอบฟิกาโรด้วยคำสอนสักสองสามอย่างว่า ธรรมชาตินั้นหนุนนำให้ความภักดีต่อคู่ครองมีอยู่ในสรรพชีวิตได้อย่างไร (Il capro e la capretta) ณ อุทยานนั้น บาบารินาเข้ามาโดยที่เธอหวังว่าจะได้พบกับเครูบิโน และเธอก็ต้องซ่อนตัวเมื่อ เห็นชายในเสื้อคลุมผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นก็คือฟิกาโรนั่นเอง เขาพาบาสิลิโอและบาร์โตโลมาเป็นพยาน ในการนำ "อำนาจขุนนาง" ของท่านเคานท์กลับมาใช้อีก เมื่อเขาปลีกตัวไป บาสิลิโอก็เล่าให้บาร์ โตโลฟังว่าฟิกาโรนั้นรั้นเกินไป เขาเล่าว่าคนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างหวานอมขมกลืนบ้าง (In quegl'anni) แล้วพวกเขาก็เดินออกไปแล้วฟิกาโรก็กลับเข้ามาซึ่งเขารู้สึกแค้นใจในความไม่ซื่อตรง ของสตรีเพศเป็นอันมาก (Aprite un po' quegli occhi) แล้วเขาก็ซ่อนตัวเมื่อท่านเคานท์เตสกำลัง เดินใกล้เข้ามาพร้อมกับมาร์เชลลีนาและซูซานนาที่ปลอมตัวแล้วเรียบร้อยแล้ว ซูซานนารู้ดีว่าฟิกา โรได้ยินเสียงของพวกเธอ เธอจึงขับลำนำรักยามราตรีที่แต่งขึ้นเพื่อตอบแทนในความระแวงแคลง ใจของเขาซึ่งในน้ำเสียงอันไพเราะอ่อนหวานนั้น เธอหวังจะได้พบกับการปรากฏกายของชายชู้รัก ของเธอ โดยที่เธอก็มิได้กล่าวออกมาว่าบุรุษผู้นั้นคือผู้ใด (Deh! Vieni, non tardar) จากนั้นเครูบิโน ก็มาถึงที่อุทยาน และเนื่องจากว่าท่านเคานท์เตสและซูซานนาได้สลับเครื่องแต่งกายกัน เขาจึงเข้าใจ ผิดว่าท่านเคานท์เตสคือซูซานนาแล้วเขาก็เข้าไปพูดคุยกับท่าน แต่ท่านเคานท์เตสเกรงว่าเขาจะ ทำลายแผนการ ท่านจึงพยายามขับไสเขาไปเมื่อท่านได้ยินเสียงท่านเคานท์ เครูบิโนจึงมุดเข้าที่ ซ่อนตัวไปพร้อมกับบาบารินา แล้วท่านเคานท์ซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าฟิกาโรคือเครูบิโนในชุดผ้าคลุมสี ดำ ท่านจึงตบเขาเข้าที่บ้องหู แต่ในที่สุด ท่านเคานท์ก็พบ "ซูซานนา" (ซึ่งแท้จริงแล้วคือท่านเคานท์ เตส) และเริ่มเกี้ยวพานเธอโดยการมอบแหวนให้เธอวงหนึ่ง จากนั้นฟิกาโรซึ่งตอนนี้เขาเข้าใจ แผนการทุกอย่างแล้ว ก็ก้าวออกมาและขู่ท่านเคานท์โดยบอกว่าทุกคนกำลังมาที่นี่ แล้วเขาก็แสร้ง ทำเป็นเข้าใจผิดว่าซูซานนาคือท่านเคานท์เตส เขาแนะว่าเธอและเขาน่าจะแก้เผ็ดท่านเคานท์โดยการ พรอดรักกัน แล้วซูซานนาก็ทิ้งบทบาทที่เธอแสดงอยู่ และเข้ามาตบหน้าเขา ฟิกาโรอธิบายว่าเขา รู้อยู่ตลอดว่าท่านเคานท์เตสนั้นคือเธอ แล้วทั้งสองก็เล่นละครตบตาเพื่อที่จะยั่วโทสะท่านเคานท์ซึ่ง ท่านกลับเข้ามาและพบว่าฟิกาโรกำลังพรอดรักกับท่านเคานท์เตสตัวปลอมอยู่ ท่านเคานท์ต้องการ ประณามภรรยาท่านแล้วท่านจึง เรียกทุกคนออกมาเป็นประจักษ์พยานเพียงเพื่อให้รับรู้ว่าท่านเอง นั้นถูกลวงเพราะการปลอมตัวของหญิงคนรักของท่าน จากนั้นท่านก็ต้องคุกเข่าต่อหน้าท่านเคานท์ เตส แล้วอ้อนวอนขอให้ท่านอภัยให้ ซึ่งท่านเคานท์เตสก็ยอมให้อภัย แล้วในท้ายที่สุดทุกคนก็โห่ ร้องด้วยความยินดีให้กับฉากจบอันสุขสมหวังในวันอลหม่านนี้ |